มาทำความรู้จักกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

มาทำความรู้จักกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

25

ก่อนที่เราจะเริ่มเล่นหุ้นถ้าเราไม่รู้จักตลาดซะก่อนก็คงเล่นไม่ได้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

หรือที่เรียกกันย่อๆว่า SET(The Stock Exchange of Thailand)เป็นตลาดลงทุนสำหรับซื้อขายหุ้นของประเทศไทย

ซึ่งเมื่อพูดถึง “ตลาด” ก็คือแหล่งช็อปปิ้งที่มีของไว้ซื้อขาย ดังนั้นตลาดหุ้นก็คือแหล่งซื้อขายหุ้นที่มีหุ้นหลายๆตัวมารวมกันในตลาดแห่งนี้

ซึ่งถ้าเป็นของต่างประเทศก็จะใช้ตัวย่อที่แตกต่างกันออกไป ยกตัวอย่างเช่นDOW JONES ของสหรัฐอเมริกาNASDAQ ของสหรัฐอเมริกา

NIKKEI ของญี่ปุ่น HSI ของฮ่องกง เป็นต้นแล้วทำไมบางครั้งถึงเห็น SET มีตัวเลขต่อท้าย

เช่น SET100, SET50, SETHD ? – SET100 คือหุ้น 100 อันดับแรกที่ผ่านการคัดเลือกโดยใช้เกณฑ์หลายๆอย่าง ยกตัวอย่างเช่น มีการซื้อ-ขายสม่ำเสมอมูลค่าตามตลาดเหมาะสมปริมาณการซื้อขายในแต่ละวันสูง เป็นต้น – SET50 คือหุ้น 50 อันดับแรกที่ผ่าน การคัดเลือกมากจาก SET100 อีกครั้งหนึ่ง- SETHD คือหุ้นที่ถูกคัดเลือกโดยใช้อัตราการปันผลเป็นเกณฑ์นอกจากข้างต้นแล้ว ก็ยังมีตลาด mai ซึ่งเป็นตลาดของหุ้นขนาดเล็กอีกด้วย ซึ่งการที่เราจะลงทุนในตลาดหุ้นได้นั้นก็จะต้องทำการรู้จักในตัวของตลาดต่าง ๆ ซึ่งในส่วนของตลาดจะทำให้เรารู้ได้ว่าเราควรที่จะเล่นได้ว่าเราจะเลือกลงทุนในหุ้นตัวไหนบ้างอย่างไร และตัวหุ้นต่าง ๆ นั้นดีอย่างไร ซึ่งหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไทยนั้นมีมากมายหลายตัวมากจึงทำให้ต้องมีจัดอันดับ SET100 SET50 นั้นก็จะต้องช่วยให้ลูกค้าสามารถลงทุนและทำให้ได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้น และก็จะเป็นส่วนช่วยให้เราเลือกได้ด้วยตัวของหุ้นเองและจะเป็นส่วนสำคัญให้ได้รับ ผลต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นด้วยตัวตลาดหุ้นและจะเป็นการสร้างความสามารถในตัวของเราจะเป็นการสร้างตลาดหุ้นและการลงทุนในหุ้นด้วยตัวของเราเองด้วยส่วนประกอบด้วยตัวของตัวเองด้วยนั่นเอง

 

ห้องเรียนลงทุน มาเรียนรู้และทำความรู้จักกับโบรกเกอร์

ห้องเรียนลงทุน มาเรียนรู้และทำความรู้จักกับโบรกเกอร์

24

โบรกเกอร์นั้นเปรียบเสมือนส่วนสำคัญส่วนหนึ่งในวงการตลาดหุ้นเลยก็ว่าได้ โบรกเกอร์คือผู้ที่จะช่วยบริการให้เราในการซื้อและการขายหุ้นรวมถึงแนะนำหุ้นต่าง ๆ เพื่อที่จะได้รับค่าคอมมิชชั่นด้วย

โดยส่วนมากแล้วเราจะเรียก คนเหล่านี้ว่า มาร์ ที่มาจากคำว่า มาร์เกตติง นั่นเองคนเหล่านี้มักจะมีข้อเสนอเด็ด ๆ ให้กับเราและเสนอขายหุ้นที่น่าสนใจให้แก่เราด้วยนอกจากนี้ในกรณีที่เราสั่งโบรกซื้อขายแทน(ให้โบรกเฝ้าดูราคาแทนเรา)โบรกก็จะทำหน้าที่ส่งคำสั่งซื้อขายให้ตามราคาที่เรากำหนดโดยคิดค่าธรรมเนียมเพิ่มจากที่เราซื้อขายปกติ

  1. เราสามารถเลือกโบรกได้หรือไม่?

ตอบ ได้ครับ ในกรณีที่เรารู้จักโบรกเป็นการส่วนตัว

หรือมีคนแนะนำให้ติดต่อกัน

ถ้าไม่มีโบรกที่รู้จักก็ไม่สามารถเลือกได้

  1. เราสามารถติดต่อกับโบรกที่เรา

เปิดพอร์ตด้วยได้ทางใดบ้าง?

ตอบ แล้วแต่ว่าโบรกคนใด

มีนโยบายส่วนตัวอย่างไรครับ

อย่างโบรกที่ดูแลผม จะมีกลุ่มไลน์

ไว้แชร์ข้อมูล ข่าวสารเกี่ยวกับหุ้น

และให้คำแนะนำนักลงทุนในสังกัดครับ

หรืออย่างกรณีอื่นๆ ก็มีการ

ติดต่อผ่าน Facebook หรือ

โทรคุยกันก็มีครับ แล้วแต่คนเลย

  1. โบรกที่ดีมีลักษณะอย่างไร?

ตอบ 1. ส่งบทวิเคราะห์สม่ำเสมอ,

สามารถตอบคำถามที่เราต้องการได้

และสามารถติดต่อได้ในเวลาที่เราต้อง

ทั้งนี้อาจมีลักษณะอื่นๆเสริมได้อีก

ทั้งนี้แม้ว่าบทวิเคราะห์ที่ส่งมา

จะมีความน่าเชื่อถือสักแค่ไหน

โบรกอาจจะเชียร์ซื้อมากแค่ไหน

แต่สุดท้าย เงินที่ลงทุนก็เป็นของเรา

“การตัดสินใจทั้งหมดควรเป็นของเรา”

อย่าให้ไปขึ้นกับการตัดสินใจของคนอื่น

เป็นอันขาด

  1. ไม่มีโบรกได้ไหม?

ตอบ ไม่ได้ครับ เพราะแม้ว่า

เราจะซื้อขายได้เองในปัจจุบัน

(ผ่าน internet) แต่โบรกก็ยังคงมีบทบาท

ในการเดินเอกสาร หรือ เรื่องต่างแทนเรา

ในหลายๆกรณี

 

มาเรียนรู้กันถึงเรื่องราวของ ประเภทบัญชีของหุ้น

มาเรียนรู้กันถึงเรื่องราวของ ประเภทบัญชีของหุ้น

23

จะเปิดบัญชีแล้ว แต่ทำไมบัญชีหุ้นมีหลายแบบจัง?แล้วเราต้องเลือกใช้บัญชีแบบไหนกันล่ะ?

เป็นหนึ่งในสิ่งที่หลายคนสงสัยและอยากรู้ว่าแต่ละแบบมีความแตกต่างกันอย่างไร? เราจะมาไขข้อข้องใจกัน

ประเภทที่ 1 : บัญชีเงินสด (Cash Account)

เป็นบัญชีที่เราสามารถฝากเงินเพื่อเป็นหลักประกัน (15%)เพื่อซื้อ-ขายหุ้นได้ในวงเงินเต็ม (100%)

ยกตัวอย่าง เช่น คุณมีเงินอยู่ 1,000,000 บาทคุณสามารถฝากเงินเข้าพอร์ตเพียง 150,000 บาท ก็พอ

เพื่อซื้อหุ้นในราคา 1,000,000 บาทแต่ทั้งนี้จะต้องชำระค่าซื้อหุ้นภายใน 3 วันทำการนับจากวันที่ซื้อ

ประเภทที่ 2 : บัญชีเงินฝาก (Cash Balance)

เป็นบัญชีที่เราต้องฝากเงินเต็มจำนวน (100%)เข้าไปในพอร์ต นั่นคือ มีเงินเท่าไร ฝากเงินเท่านั้น

(แนะนำสำหรับผู้ที่เริ่มเล่น)เพราะข้อดีคือ เปิดได้ง่าย ไม่มีการสอบประวัติเยอะมีเงินเท่าไร ซื้อได้เท่านั้น และไม่จำกัดวงเงินประเภทที่

3 : บัญชีเครดิตบาลานซ์ (Credit Balance Account)

เป็นบัญชีเงินกู้ยืมเพื่อซื้อหุ้น ซึ่งต้องเสียอัตราดอกเบี้ยตามที่โบรกเกอร์กำหนดโดยเราจะต้องวางเงินสดหรือหลักทรัพย์จดทะเบียนเป็นประกัน

เป็นบัญชีที่เราต้องฝากเงินเต็มจำนวน (100%)แล้วโบรกเกอร์ก็จะให้ยืมเงินเท่ากับเงินจำนวนนั้นยกตัวอย่างเช่น โอนเงินเข้าพอร์ต 1,000,000 บาท

โบรกเกอร์จะให้ยืม 1,000,000 บาท รวมเป็น 2,000,000 บาท โดยอัตราดอกเบี้ยขึ้นกับสภาวะเงินเฟ้อ

เมื่อเรารู้ถึงประเภทของการลงทุนในหุ้นแล้วเราจะสามารถที่จะเลือกบัญชีที่เกี่ยวข้องกับหุ้นที่จะทำให้เราได้ตอบสนองตามความต้องการที่เราจะเล่นและเงินทุนที่เรามีอย่างจำกัดด้วยนั่นเองเป็นเหตุผลส่วนหนึ่งที่จะทำให้การลงทุนของเรานั้นจะสามารถก้าวต่อไปในส่วนต่าง ๆ ที่มีและการลงทุนนั้นก็จำเป็นต้องเลือกบัญชีของหุ้นให้เหมาะกับตัวเราด้วย

 

เรียนรู้กับการลงทุนในหุ้นกับการเปิดบัญชีหุ้น

เรียนรู้กับการลงทุนในหุ้นกับการเปิดบัญชีหุ้น

22

ก่อนที่ทุกคนจะเริ่มเล่นหุ้นได้ สิ่งแรกที่ต้องทำคือการเปิดบัญชีหุ้น หรือเปิดพอร์ตนั่นเองซึ่งในประเทศไทยก็มีบริษัทหลักทรัพยผู้ให้บริการมากมาย

แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้จะเริ่มเล่นหุ้นควรรู้เกี่ยวกับบริษัทเหล่านี้ คือ “ค่าธรรมเนียม”

ไม่ว่าคุณจะเปิดพอร์ตกับที่ไหนคุณต้องศึกษาให้ดีว่าบริษัทเหล่านั้นคิดค่าธรรมเนียมคุณอย่างไรซึ่งโดยส่วนมากแล้ว สำหรับรายย่อยอย่างเราๆ

(ซื้อ-ขายต่ำกว่า 5 ล้านบาท) จะคิดค่าธรรมเนียม0.15% ของเงินที่ทำการซื้อขายนั่นคือ ถ้าวันนึงคุณซื้อ-ขายหุ้น รวม 10000 บาทคุณจะเสียค่าธรรมเนียม 15 บาท เป็นต้นแต่ทุกอย่างไม่ง่ายขนาดนั้น เนื่องจากหลายบริษัทอาจมีค่าธรรมเนียมขั้นต่ำ 50 บาทซึ่งนั่นหมายถึง เมื่อเรามีการซื้อ-ขายหุ้น (ย้ำว่ามีการซื้อ-ขายหุ้น)เราจะเสียค่าธรรมเนียมในวันนั้นอย่างน้อย 50 บาทนั่นเองยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราซื้อ-ขายหุ้นในวันหนึ่งไป 10000 บาท

ตามหลักแล้ว เราควรเสียค่าธรรมเนียมเพียง 15 บาทแต่บริษัทจะคิดค่าธรรมเนียมเรา 50 บาท(ถ้าวันนั้นไม่มีการซื้อขายจะไม่เสียค่าธรรมเนียม)

แต่ก็ยังมีบางบริษัทที่ไม่มีค่าธรรมเนียมขั้นต่ำอาทิเช่น บัวหลวง และ tisco เป็นต้น ซึ่งหลังจากที่เราเรียนรู้เรื่องการเปิดหุ้นแล้วนั้นก็เตรียมตัวที่จะเข้าสู่การเล่นหุ้นกันแล้ว การเล่นหุ้นและลงทุนในหุ้นนั้นมักจะมีการขึ้น ๆ ลง ๆ ของตัวหุ้นอยู่เสมอดังนั้นเราจะต้องตั้งสติในการเทรดหุ้นให้ได้ตามที่เราอยากจะได้รับการต้องการจากสิ่งต่าง ๆ ที่เราจะต้องได้รับด้วยอีกทั้งนั้นเราจะได้รับเป็นตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้เราได้รับการเทรดหุ้นด้วยผลลัพธ์ที่เราต้องการและสร้างกำไรหากเรามีเงินหมุนเวียนที่มากพอก็จะทำให้เราสามารถที่จะได้รับจากการสร้างความรู้จักได้ด้วยตัวตนของเราเอง

 

ทำความรู้จักกับ พ่อมดแห่งการลงทุน จอร์จ โซรอส

ทำความรู้จักกับ พ่อมดแห่งการลงทุน จอร์จ โซรอส

21

ถ้าในโลกนี้ จะมีใครสักคนที่มีอำนาจและมีอิทธิพลต่อโลกทางการเงินก็คงจะหนีไม่พ้น จอร์จ โซรอส ซึ่งฉายาของเค้าก็คือพ่อมดทางการเงิน ในตัวของ จอร์จ โซรอส นั้นปัจจุบัน นิตยสารฟอร์บได้จัดอันดับให้เค้าเป็นบุคคลที่รวยที่สุดอันดับ 35

โดยเค้านั้นถือว่าเป็นคนสำคัญ โดยเขาได้เป็นประธานกองทุน โซรอส หรือ soros fund management ซึ่งเป็นกองทุนบริหารจัดการทางการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก จอร์จ โซรอส นั้นถือว่าเป็น ชื่อที่คนไทยรู้จักกันดีเพราะเขาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการล้มละลายหลายบริษัทในประเทศไทยและทำให้ประเทศไทยเป็นหนี้หลายแสนล้านภายในระยะเวลาไม่ถึงปีในปี 2540 โดย โซรอสและพรรคพวกนั้นทำการโจมตีค่าเงินบาทในปี 2540 หลังจากที่ทางด้าน รัฐบาลไทยทำการปล่อยดอกเบี้ยเงินฝากไว้อยู่ในระดับสูงจนทำให้ เกิดช่องว่างให้ จอร์จ โซรอส ระดมทุนทำการโจมตีค่าเงินทำให้รัฐบาลไทยขาดทุนย่อยยับและนำพาประเทศสู่ความล่มจม ทั้งนี้นอกจากเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว จอร์จ โซรอส ยังมี เหตุการณ์โจมตีค่าเงินที่รู้จักกันในนามว่าวัน Black wendsday กองทุนของโซรอสนั้นทำการระดมทุนขายหุ้นในกลุ่มก้อนของโซรอสเป็นจำนวนหนึ่งพันล้านปอนด์ ซึ่งนั่นทำให้ทางด้าน ธนาคารประเทศอังกฤษต้องทำการปกป้องค่าเงินและพยูงเงินไม่ให้ค่าเงินตกไปมากกว่านี้ และทำให้ทางด้าน ประเทศอังกฤษโดยธนาคารประเทศอังกฤษต้องขาดทุนย่อยยับถึง หนึ่งหมื่นล้านปอนด์เลยทีเดียว นับว่าเป็นวีรกรรมอันสุดยอดของ จอร์จ โซรอส ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นนักโจมตีค่าเงินที่เก่งที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ เค้าถือได้ว่าเป็นนักการเงินและนักลงทุนที่รู้ทางหนีทีไล่และวางแผนในการจะฮุบเหยื่อโดยมองจากช่องโหว่นโยบายของรัฐบาลนั้น ๆ นั่นเอง ซึ่งประเทศไทยก็ไม่รอดจากเงื้อมมือพ่อมดการเงินรายนี้ด้วยเช่นกัน